บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายไหมในประเทศไทย? คำตอบสั้น ๆ คือ ในปี 2569 ประเทศไทยยังไม่ได้ปลดล็อกบุหรี่ไฟฟ้า การนำเข้าเป็นของต้องห้าม และการผลิตเพื่อขาย ขาย หรือให้บริการก็ยังถูกห้ามอยู่ ส่วนคำถามเรื่อง “มีไว้ในครอบครอง” กับ “สูบ” ต้องดูข้อเท็จจริงและฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าทำได้เพียงเพราะซื้อมาแล้ว หรือเหมารวมว่าทุกกรณีมีโทษแบบเดียวกัน
บทความนี้สรุปแบบภาษาคนทั่วไปว่าอะไรห้าม อะไรเสี่ยง และโทษอาจเป็นอย่างไร โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และกรมควบคุมโรค ข้อมูลอัปเดต ณ ปี 2569 และเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะคดี
สรุปเร็ว: อย่านำบุหรี่ไฟฟ้าเข้าประเทศ อย่าสั่งจากต่างประเทศ อย่าผลิตเพื่อขาย อย่าขายหรือให้บริการ และอย่าสูบในเขตปลอดบุหรี่ หากมีของอยู่กับตัวก็ยังมีความเสี่ยงตามกฎหมายศุลกากร โดยเฉพาะเมื่อรู้หรือควรรู้ว่าเป็นของที่เกี่ยวเนื่องกับการลักลอบนำเข้า
บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายไหม แยกตามการกระทำ
เหตุที่หลายคนได้คำตอบไม่เหมือนกัน เพราะคำว่า “ผิดกฎหมาย” ครอบคลุมหลายพฤติการณ์ ลองแยกเป็นสี่เรื่องหลักดังนี้
| การกระทำ | สถานะโดยสรุปในปี 2569 | ความเสี่ยงสำคัญ |
|---|---|---|
| นำเข้า/พกเข้าประเทศ | ห้ามนำเข้า | คดีตามกฎหมายการนำเข้าและกฎหมายศุลกากร ของอาจถูกริบ |
| ผลิตเพื่อขาย ขาย หรือให้บริการ | ห้าม | จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ |
| ซื้อ รับไว้ หรือครอบครอง | มีความเสี่ยง | อาจเข้าเงื่อนไขมาตรา 246 เมื่อรู้หรือควรรู้ว่าเป็นของที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดศุลกากร |
| สูบในเขตปลอดบุหรี่ | ห้าม | ปรับไม่เกิน 5,000 บาท |

1. นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า: ห้ามชัดเจน
ประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557 กำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงตัวยาและน้ำยาที่เกี่ยวข้อง เป็นสินค้าที่ต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ดังนั้นการนำติดกระเป๋าเข้ามาจากต่างประเทศ การฝากคนอื่นหิ้ว หรือการสั่งจากเว็บต่างประเทศให้ส่งเข้าไทย ล้วนมีความเสี่ยงในฐานะการนำเข้า ไม่ได้มีข้อยกเว้นอัตโนมัติเพียงเพราะบอกว่าใช้เองหรือมีจำนวนไม่มาก
กรมศุลกากรอธิบายว่าความผิดเกี่ยวกับของต้องห้ามและของที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากรอาจเกี่ยวข้องกับหลายมาตรา โทษสูงสุดตามฐานความผิดอาจถึงจำคุก 10 ปี มีโทษปรับตามมูลค่าของหรือวงเงินที่กฎหมายกำหนด และของกลางอาจถูกริบ รายละเอียดจริงขึ้นกับพฤติการณ์และข้อกล่าวหาที่ใช้ในแต่ละคดี
ถ้ากำลังจะเดินทาง ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือไม่พกตัวเครื่อง หัวพอต หรือน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเข้าประเทศไทย แม้อุปกรณ์จะไม่มีน้ำยาแล้วก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะประกาศครอบคลุมทั้งอุปกรณ์และส่วนที่เกี่ยวข้องหลายประเภท
2. ขายออนไลน์หรือหน้าร้านก็ยังห้าม

คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการที่ 24/2567 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2567 ห้ามผลิตเพื่อขาย ห้ามขาย หรือให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงตัวยาและน้ำยาสำหรับเติม คำสั่งนี้ยังถูกนำมาใช้บังคับในปี 2569
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคระบุว่า ผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การขายจึงไม่ได้จำกัดแค่ร้านที่มีหน้าร้าน แต่รวมถึงการเสนอขายผ่านโซเชียลมีเดีย ไลฟ์สด แชตส่วนตัว เว็บไซต์ หรือการเก็บสินค้าไว้เพื่อรอจัดส่งด้วย
คำว่า “ให้บริการ” ก็สำคัญ เช่น การคิดค่าบริการให้เช่า ให้ทดลอง หรือจัดกิจกรรมที่มีการให้ใช้สินค้า อาจถูกพิจารณาตามข้อเท็จจริงได้เช่นกัน เจ้าของธุรกิจจึงไม่ควรตีความว่าถ้าไม่ใช้คำว่า “ขาย” แล้วจะหลีกเลี่ยงกฎหมายได้
3. มีไว้ในครอบครองผิดทันทีหรือไม่?
นี่คือส่วนที่มักถูกพูดกันคลาดเคลื่อน มาตรา 246 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ไม่ได้เขียนเป็นคำสั้น ๆ ว่า “ผู้มีบุหรี่ไฟฟ้าทุกคนผิด” แต่ครอบคลุมการช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้หรือพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามกฎหมายศุลกากร
เพราะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นของต้องห้ามนำเข้า การซื้อหรือรับของไว้จึงอาจนำไปสู่ความเสี่ยงตามมาตรานี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อข้อเท็จจริงชี้ว่าผู้ครอบครองรู้หรือควรรู้ถึงที่มาของสินค้า ข้อมูลของกรมศุลกากรระบุโทษสำหรับฐานนี้ไว้สูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากร หรือทั้งจำทั้งปรับ และของอาจถูกริบ
ดังนั้นคำตอบที่รับผิดชอบคือ อย่าคิดว่าการครอบครองปลอดภัยเพียงเพราะไม่ได้เป็นคนขาย แต่ในทางกลับกัน การจะลงโทษบุคคลใดต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิด พยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี ไม่ควรใช้โพสต์สั้น ๆ ในโซเชียลแทนคำแนะนำจากทนาย

4. สูบได้ไหม ถ้าไม่ได้ขาย?
การสูบมีอีกชั้นของกฎหมายที่ต้องระวัง กรมควบคุมโรคยืนยันว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่ที่กฎหมายกำหนดเป็นเขตปลอดบุหรี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 และมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
ตัวอย่างสถานที่ที่ควรระวัง ได้แก่ โรงพยาบาล สถานศึกษา สถานที่ราชการ ระบบขนส่งสาธารณะ สถานีบริการน้ำมัน ร้านอาหาร และพื้นที่สาธารณะตามที่ประกาศกำหนด บางแห่งเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด รวมถึงบริเวณภายนอกอาคารหรือพื้นที่ใกล้ทางเข้าออกด้วย จึงไม่ควรดูเพียงว่ามีคนอื่นสูบอยู่หรือไม่ ให้สังเกตเครื่องหมายและข้อกำหนดของสถานที่เสมอ
อัปเดตปี 2569: ยังไม่มีการปลดล็อก
จากข้อมูลการบังคับใช้ของหน่วยงานรัฐในช่วงปี 2568–2569 ยังมีการจับกุม ยึด และทำลายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง กรมศุลกากรรายงานการสกัดกั้นพัสดุและของลักลอบนำเข้าจำนวนมาก ขณะที่ สคบ. ยังใช้คำสั่ง 24/2567 กับผู้ผลิตเพื่อขายและผู้จำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์
ประโยคที่ว่า “กำลังจะถูกกฎหมาย” หรือ “เครื่องส่วนตัวไม่เป็นไรแน่นอน” จึงไม่ควรใช้เป็นฐานตัดสินใจ ข่าวเรื่องข้อเสนอให้ปรับกฎหมายไม่เท่ากับกฎหมายมีผลแล้ว หากจะตรวจสอบสถานะล่าสุด ควรดูประกาศในราชกิจจานุเบกษาและคำชี้แจงจากหน่วยงานผู้บังคับใช้โดยตรง
นักท่องเที่ยวและคนสั่งของออนไลน์ควรรู้อะไร?
- อย่าหิ้วเข้าประเทศ: การอ้างว่าใช้เอง ไม่ได้ทำให้ของต้องห้ามกลายเป็นของนำเข้าได้
- อย่าสั่งจากต่างประเทศ: ผู้รับปลายทางอาจถูกตรวจสอบ และพัสดุอาจถูกยึด
- อย่ารับฝากขายหรือส่งต่อ: การช่วยเก็บ แพ็ก ส่ง หรือรับเงิน อาจเพิ่มความเสี่ยงเกินกว่าการเป็นผู้ใช้ทั่วไป
- อย่าเชื่อโฆษณาว่า “ถูกกฎหมาย 100%”: ให้ขอฐานกฎหมายและตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐก่อน
- หลีกเลี่ยงการสูบในที่สาธารณะ: เขตปลอดบุหรี่มีโทษแยกต่างหาก และอาจทำให้เกิดการตรวจสอบที่มาของอุปกรณ์
ถ้าถูกเจ้าหน้าที่ตรวจหรือถูกกล่าวหา ควรทำอย่างไร?

ตั้งสติ ให้ความร่วมมือตามสมควร และขอทราบชื่อหน่วยงาน ชื่อเจ้าหน้าที่ และข้อกล่าวหาที่ชัดเจน อย่าทำลายหรือซ่อนของกลาง อย่าเซ็นเอกสารที่ยังไม่ได้อ่าน และควรขอสำเนาบันทึกการตรวจค้น บันทึกจับกุม หรือบัญชีของกลางไว้ หากข้อกล่าวหามีโทษอาญา ให้ติดต่อทนายหรือขอความช่วยเหลือทางกฎหมายโดยเร็ว
บทความบนอินเทอร์เน็ตอธิบายภาพรวมได้ แต่ไม่รู้รายละเอียด เช่น ใครเป็นผู้นำเข้า ผู้ครอบครองได้ของมาอย่างไร จำนวนสินค้า สถานที่ตรวจพบ และมีหลักฐานการขายหรือไม่ ซึ่งล้วนมีผลต่อแนวทางต่อสู้คดี
คำถามที่พบบ่อย
มีบุหรี่ไฟฟ้าแค่หนึ่งเครื่อง ผิดไหม?
จำนวนหนึ่งเครื่องไม่ได้ทำให้ปลอดความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ ต้องดูที่มา การรู้หรือควรรู้ว่าเป็นของที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดศุลกากร และข้อเท็จจริงอื่น ๆ ทางที่ปลอดภัยคือไม่ซื้อ ไม่รับไว้ และไม่นำเข้ามา
ซื้อจากร้านในไทย ผู้ซื้อผิดด้วยหรือไม่?
ผู้ขายมีความเสี่ยงชัดเจนตามคำสั่งห้ามขาย ส่วนผู้ซื้อหรือผู้รับของอาจถูกพิจารณาตามกฎหมายศุลกากร หากเข้าองค์ประกอบว่ารู้หรือควรรู้ถึงที่มาของสินค้า จึงไม่ควรถือว่าผู้ซื้อไม่มีความเสี่ยงเลย
ชาวต่างชาตินำบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาใช้เองได้ไหม?
ไม่ได้มีข้อยกเว้นทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยว การนำเข้าของต้องห้ามยังเป็นความเสี่ยง แม้เป็นของใช้ส่วนตัวและพำนักในไทยเพียงไม่กี่วัน
สูบในบ้านตัวเองผิดไหม?
ประเด็นเขตปลอดบุหรี่อาจไม่เหมือนสถานที่สาธารณะ แต่ตัวอุปกรณ์ยังมีประเด็นเรื่องที่มาและการครอบครองตามกฎหมายศุลกากร จึงไม่ควรสรุปว่า “สูบในบ้านแล้วถูกกฎหมาย”
ปี 2569 มีกฎหมายใหม่ให้ขายได้แล้วหรือยัง?
จากข้อมูลราชการที่ตรวจสอบ ณ ปี 2569 ยังไม่มีการปลดล็อก การนำเข้าและการขายยังถูกห้าม และหน่วยงานรัฐยังบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง
สรุป: คำตอบของ “บุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายไหม”
ในประเทศไทยปี 2569 คำตอบที่ชัดที่สุดคือ ห้ามนำเข้า และห้ามผลิตเพื่อขาย ขาย หรือให้บริการ การครอบครองมีความเสี่ยงตามมาตรา 246 ของกฎหมายศุลกากรเมื่อเข้าองค์ประกอบเรื่องการรู้หรือควรรู้ถึงที่มาของของ ส่วนการสูบในเขตปลอดบุหรี่มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
หากต้องตัดสินใจในชีวิตจริง วิธีที่ปลอดภัยทั้งด้านกฎหมายและสุขภาพคือไม่ซื้อ ไม่รับ ไม่สั่ง ไม่หิ้ว และไม่สูบ หากเกี่ยวข้องกับคดีแล้วควรขอคำปรึกษาจากผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายโดยตรง สำหรับบทความความรู้อื่น ๆ สามารถอ่านต่อได้ที่ คลังบทความ Chabapod
แหล่งอ้างอิงราชการ
- กรมศุลกากร: บุหรี่ไฟฟ้าและบารากู่เป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในประเทศ
- กรมศุลกากร: สรุปฐานความผิดการนำเข้า การขาย และการครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า
- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค: คำสั่งห้ามขายและอัตราโทษตามคำสั่ง 24/2567
- สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค: การบังคับใช้กฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าในปี 2569
- กรมควบคุมโรค: การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในเขตปลอดบุหรี่
หมายเหตุ: เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป อัตราโทษที่ศาลใช้จริงขึ้นกับข้อหา พฤติการณ์ พยานหลักฐาน และกฎหมายที่ใช้ในแต่ละคดี หากมีปัญหาคดีควรปรึกษาทนายความ













